วิตามินบี 1 คืออะไร ทำงานอย่างไรในร่างกาย
ทำความรู้จักวิตามินบี 1 แบบเข้าใจง่าย
วิตามินบี 1 หรือไทอามีน (Thiamine) เป็นวิตามินในกลุ่ม “วิตามินบีรวม” ที่ละลายน้ำได้ ร่างกายเก็บสำรองได้ไม่มากนัก จึงต้องได้รับทุกวันจากอาหารหรืออาหารเสริม วิตามินตัวนี้มักถูกมองว่าเป็นพระรอง ทั้งที่จริงแล้วมีบทบาทสำคัญมากกับระบบประสาทและการเผาผลาญพลังงานของเรา
ถ้าพูดให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ
- วิตามินบี 1 = “ตัวช่วยสตาร์ทร่างกาย”
- ขาดเมื่อไร = เครื่องยนต์เริ่มอืด เหนื่อยง่าย สมองล้า ระบบประสาทรวน
ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินบี 1 เองได้เลย ต้องอาศัยการ “กิน” เป็นหลัก ดังนั้นคนที่กินไม่ค่อยเป็นเวลา กินซ้ำ ๆ ไม่หลากหลาย หรือเน้นอาหารแป้งขัดขาวเป็นหลัก มักมีโอกาสขาดได้มากกว่าคนทั่วไป
ความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินบี 1 กับการเผาผลาญพลังงาน
หนึ่งในหน้าที่หลักของวิตามินบี 1 คือการช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่เรากินเข้าไป ให้กลายเป็นพลังงานที่ใช้ได้จริงในระดับเซลล์ โดยทำงานในรูปแบบโคเอนไซม์ชื่อ TPP (Thiamine pyrophosphate) ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาล
ถ้าขาดวิตามินบี 1
- เซลล์ใช้กลูโคสได้ไม่เต็มที่
- มีของเสียจากการเผาผลาญสะสม
- รู้สึกเหนื่อยง่าย หมดแรง สมองตื้อ
จุดที่เห็นผลชัดคือ
- สมองและระบบประสาท เพราะใช้พลังงานจากกลูโคสเป็นหลัก ถ้าขาดวิตามินบี 1 สมองจะล้า มีอาการเวียนหัว มึน ปวดหัว หรือโฟกัสไม่ค่อยได้
- กล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าขาดรุนแรงอาจถึงขั้นมีปัญหาเรื่องจังหวะการเต้นของหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในบางเคส
ดังนั้นคนที่รู้สึกเหนื่อยง่าย ทั้งที่นอนพอ กินพอ หรือคนที่ใช้ชีวิตแบบใช้พลังงานเยอะ เช่น ทำงานหนัก ออกกำลังกายหนัก แต่กินอาหารที่คุณภาพไม่ดี ก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน

วิตามินบี 1 จำเป็นแค่ไหนในแต่ละช่วงวัย
ปริมาณวิตามินบี 1 ที่ควรได้รับต่อวัน
โดยทั่วไป ปริมาณวิตามินบี 1 ที่แนะนำต่อวัน (RDI) จะขึ้นกับเพศและอายุ โดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ
- ผู้ใหญ่เพศชาย: ประมาณ 1.2 มก./วัน
- ผู้ใหญ่เพศหญิง: ประมาณ 1.1 มก./วัน
- เด็ก: ต้องการในปริมาณน้อยกว่า แต่เพิ่มขึ้นตามอายุและน้ำหนักตัว
ตัวเลขเหล่านี้อาจมีความต่างเล็กน้อยในแต่ละประเทศหรือองค์กรด้านโภชนาการ แต่หลักการคือ ร่างกายต้องได้รับทุกวัน เพราะเป็นวิตามินที่ละลายน้ำและไม่ค่อยถูกเก็บสำรอง
อ้างอิง Thailand RDI
ความต้องการวิตามินบี 1 ในเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ
แต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมการกินและการใช้พลังงานต่างกัน ทำให้ความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 1 แตกต่างกันไป
ในเด็ก
- เด็กที่เลือกกิน กินซ้ำ ๆ เช่น กินแต่นม ขนมปังขาว ขนมขบเคี้ยว
- เด็กที่กินข้าวขัดขาวแต่ไม่ค่อยกินโปรตีนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
อาจทำให้ได้รับบี 1 ไม่เพียงพอ ควรเน้นอาหารธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น ข้าวกล้อง ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์
วัยทำงาน
- กลุ่มที่กินข้าวกล่อง อาหารสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด
- ดื่มกาแฟเยอะ แต่กินอาหารหลักน้อย
- เครียด พักผ่อนน้อย ใช้พลังงานสมองและร่างกายสูง
อาจมีโอกาสขาดวิตามินบี 1 แบบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย สมาธิสั้น ปวดศีรษะบ่อย
ผู้สูงอายุ
- เบื่ออาหาร เคี้ยวลำบาก หรือมีโรคประจำตัวทำให้กินได้น้อย
- บางคนดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง
- ระบบดูดซึมในลำไส้อาจทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม
กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มที่ควรระวังภาวะขาดวิตามินบี 1 โดยเฉพาะถ้าเริ่มมีอาการเหน็บชา กล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือเดินเซ
ผู้หญิงตั้งครรภ์–ให้นม กับการเสริมวิตามินบี 1
ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ร่างกายคุณแม่มีการใช้พลังงานและสารอาหารมากขึ้น ทำให้ความต้องการวิตามินบี 1 สูงขึ้นเล็กน้อย
- คุณแม่ตั้งครรภ์: มักต้องการมากกว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากต้องแบ่งสารอาหารให้ลูกในครรภ์
- คุณแม่ให้นม: ร่างกายใช้พลังงานสูง และวิตามินบี 1 บางส่วนจะถูกส่งผ่านทางน้ำนมให้ลูก
โดยส่วนใหญ่ วิตามินบี 1 จะถูกรวมอยู่ใน “วิตามินรวมสำหรับคนท้อง” อยู่แล้ว แต่หากคุณแม่มีอาการเหนื่อยง่าย มึนหัว หรือมีปัญหาเรื่องการกิน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องเสริมเพิ่มหรือไม่
สัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1
อาการเริ่มต้นที่มักถูกมองข้าม
ภาวะขาดวิตามินบี 1 ในระยะแรก ๆ อาจดูเหมือนอาการทั่วไปที่หลายคนเคยเป็น จนมักถูกมองข้าม เช่น
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ทั้งที่พักผ่อนพอ
- มึนศีรษะ สมองตื้อ ทำงานไม่ค่อยโฟกัส
- ใจสั่นเล็กน้อย หรือหายใจเร็วขึ้นเวลาออกแรง
- เบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากกินข้าว
อาการเหล่านี้อาจมาจากหลายสาเหตุ ไม่ได้แปลว่าขาดบี 1 เสมอไป แต่ถ้าไลฟ์สไตล์เข้าข่ายเสี่ยง (กินไม่หลากหลาย ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ไดเอตจัด) ก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษ
ภาวะเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสมองล้า
เมื่อขาดวิตามินบี 1 ต่อเนื่อง ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral nerves) จะเริ่มถูกรบกวน ทำให้เกิดอาการ
- ชา ปลายมือปลายเท้า รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง ยกของไม่ค่อยขึ้น เดินไกลแล้วล้าเร็ว
- สมองล้า งงง่าย ความจำแย่ลงกว่าปกติ
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะ “อายุมากขึ้น” หรือ “แค่พักผ่อนไม่พอ” แต่ถ้าอาการเหล่านี้เป็นเรื้อรัง ควรให้แพทย์ช่วยประเมิน
ชาปลายนิ้วมือ ขาดวิตามินอะไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม – Siam Clinic Thailand
ภาวะรุนแรง เช่น โรคเหน็บชาและปัญหาหัวใจ
ในกรณีขาดรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือมีภาวะทุพโภชนาการ อาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “โรคเหน็บชา (Beriberi)”
- Dry Beriberi – เน้นอาการทางระบบประสาท กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินไม่ได้ ชาอย่างชัดเจน
- Wet Beriberi – เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด มีอาการบวม หายใจเหนื่อยง่าย หัวใจโต
กรณีรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จึงไม่ควรละเลยสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของภาวะขาดวิตามินบี 1
กลุ่มเสี่ยงที่ขาดวิตามินบี 1 มากกว่าคนทั่วไป
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
แอลกอฮอล์มีผลต่อการดูดซึมและการใช้วิตามินบี 1 ของร่างกาย โดย
- ลดการดูดซึมในลำไส้
- กระตุ้นให้ร่างกายขับวิตามินออกมากขึ้น
- ทำให้การนำบี 1 ไปใช้งานในเซลล์ลดลง
คนที่ดื่มทุกวัน หรือดื่มครั้งละมาก ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงเป็นกลุ่มที่ต้องระวังภาวะขาดวิตามินบี 1 เป็นพิเศษ
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือเคยผ่าตัดกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่เคยผ่าตัดลดขนาดกระเพาะหรือลำไส้
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่กินอาหารได้น้อย หรือมีปัญหาการดูดซึม
อาจทำให้ร่างกายรับและใช้วิตามินได้ไม่เต็มที่ จำเป็นต้องได้รับการดูแลและประเมินเรื่องวิตามินอย่างต่อเนื่อง
คนไดเอตจัด กินไม่หลากหลาย หรือกินคาร์บสูงแต่คุณค่าต่ำ
- กลุ่มที่กินข้าว ขนมปังขาว น้ำตาล ของหวานเยอะ แต่ไม่ค่อยกินโปรตีนและผัก
- คนที่ไดเอตแบบ extreme กินแต่เมนูเดิม ๆ ซ้ำ ๆ
เป็นกลุ่มที่ใช้วิตามินบี 1 เยอะจากการเผาผลาญคาร์บ แต่ได้รับเข้ามาน้อย ทำให้เสี่ยงขาดได้ง่ายขึ้น
ผู้สูงอายุที่เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย
ในผู้สูงอายุ ภาวะขาดวิตามินมักเกิดแบบ “ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป” จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเรื่องเบื่ออาหาร เคี้ยวลำบาก การดูดซึมในลำไส้ที่ด้อยลง รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้ร่วมกัน
Vitamin B1 (Thiamine) Deficiency – StatPearls – NCBI Bookshelf
แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 1 สูง เลือกกินอย่างไรในชีวิตประจำวัน
วิตามินบี 1 จากธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และเมล็ดพืช
อาหารที่เป็น “ธรรมชาติ” มักให้วิตามินบี 1 ในระดับดี เช่น
- ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต
- ธัญพืชเต็มเมล็ดต่าง ๆ
- ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วลิสง
- เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง
Tips ง่าย ๆ สำหรับชีวิตประจำวัน
- เปลี่ยนจากข้าวขาวล้วน เป็น “ข้าวกล้องผสม” อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ
- เพิ่มถั่วหรือเมล็ดพืชในมื้ออาหารหรือของว่างแทนขนมหวาน
- เลือกขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาวในบางมื้อ
วิตามินบี 1 จากเนื้อสัตว์ เครื่องใน และเมนูอาหารไทยยอดนิยม
แหล่งบี 1 ที่ดีอีกกลุ่มคือเนื้อสัตว์และเครื่องใน เช่น
- เนื้อหมู (โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ติดมันมาก)
- ตับหมู ตับไก่
- เนื้อสัตว์อื่น ๆ ปริมาณรองลงมา
ถ้ามองในมุมเมนูอาหารไทยที่หลายคนคุ้นเคย ตัวอย่างเช่น
- ข้าวหมูอบ ข้าวหมูย่าง (ถ้าไม่ติดมันเกินไป)
- โจ๊กหมู ไข่ลวก
- ข้าวต้มหมูสับ ต้มจืดหมูสับเต้าหู้
วิตามินบี 1 แบบอาหารเสริม เลือกยังไงให้เหมาะกับตัวคุณ
วิตามินบี 1 เดี่ยว vs วิตามินบีรวม (Vitamin B-Complex)
โดยทั่วไป อาหารเสริมวิตามินบี 1 มี 2 กลุ่มหลัก ๆ
- แบบบี 1 เดี่ยว
- เหมาะกับคนที่แพทย์ประเมินแล้วว่ามีภาวะขาดหรือเสี่ยงขาดชัดเจน
- ใช้ในขนาดที่สูงกว่าปกติช่วงระยะเวลาหนึ่งตามคำแนะนำของแพทย์
- แบบวิตามินบีรวม (B-Complex)
- รวมบี 1, บี 2, บี 6, บี 12 และบีตัวอื่น ๆ
- เหมาะกับคนที่ใช้พลังงานเยอะ เครียด ทำงานหนัก หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ให้การสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและการเผาผลาญโดยรวม
คนทั่วไปที่ไม่ได้มีโรคประจำตัวหรือภาวะขาดรุนแรง มักเริ่มจากวิตามินบีรวมในขนาดมาตรฐานก็มักเพียงพอ แต่หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อน
อ่านฉลากอย่างไร ปริมาณต่อเม็ด รูปแบบ และมาตรฐานความปลอดภัย
เวลาหยิบอาหารเสริมวิตามินบี 1 หรือ B-Complex มาดู ลองเช็กง่าย ๆ ตามนี้
- ดูปริมาณ “Thiamine / Vitamin B1” ต่อเม็ด
- เปรียบเทียบกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์จะให้มากกว่าค่า RDI เล็กน้อย)
- มองหามาตรฐานความปลอดภัย เช่น GMP, อย. และแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้
- เลี่ยงการซื้อจากแหล่งที่ไม่ชัดเจน ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือไม่มีเลขอย.
ควรกินวิตามินบี 1 เวลาไหน ดูดซึมดีที่สุด
วิตามินบี 1 ละลายน้ำได้ดี สามารถกิน
- พร้อมอาหาร หรือ
- หลังอาหาร
ส่วนใหญ่แนะนำให้กินในช่วงเช้า–กลางวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของระบบประสาท บางคนถ้ากินตอนกลางคืนอาจรู้สึก “ตาสว่าง” เล็กน้อย แม้ไม่ได้รุนแรงเหมือนคาเฟอีน แต่ถ้าเป็นคนหลับยากอยู่แล้วอาจเลือกกินในช่วงกลางวันจะดีกว่า
กินวิตามินบี 1 นาน ๆ อันตรายไหม
เนื่องจากวิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ส่วนเกินส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ความเสี่ยงต่อการสะสมในร่างกายจึงค่อนข้างต่ำ
อย่างไรก็ตาม
- ไม่ควรทานเกินขนาดที่ระบุบนฉลากโดยไม่จำเป็น
- หากต้องใช้ในขนาดสูงต่อเนื่อง ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- หากเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่น คัน คลื่นไส้ แน่นหน้าอก ควรหยุดและพบแพทย์
ข้อควรระวังระหว่างวิตามินบี 1 กับยาและโรคประจำตัว
วิตามินบี 1 กับยาบางกลุ่มที่อาจมีผลต่อการดูดซึม
ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการใช้วิตามินบี 1 เช่น ยาขับปัสสาวะบางกลุ่มที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง หรือยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเรื้อรังอื่น ๆ
หากคุณ
- ใช้ยาหลายชนิด
- มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาต่อเนื่อง
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่าคุณกำลังทานอาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง
ผู้ป่วยโรคไต โรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินบี 1
แม้ว่าวิตามินบี 1 จะถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ในผู้ป่วย
- โรคไตเรื้อรัง
- โรคตับเรื้อรัง
วิธีสังเกตอาการผิดปกติเมื่อเริ่มทานวิตามินเสริม
หลังเริ่มเสริมวิตามินบี 1 หรือวิตามินบีรวม ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ควรสังเกตตัวเองและพิจารณาปรึกษาแพทย์
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องผิดปกติ
- ผื่น คัน บวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น
- แน่นหน้าอก หายใจลำบาก (กรณีนี้ควรไปโรงพยาบาลทันที)
ถึงแม้โอกาสแพ้วิตามินบี 1 จะพบไม่บ่อย แต่การระมัดระวังไว้ก่อนเป็นเรื่องสำคัญเสมอ
เเหล่งอ้างอิง
Thiamin – Health Professional Fact Sheet
MedlinePlus – Thiamin (Vitamin B1)
สรุป
วิตามินบี 1 อาจดูเป็นวิตามินเล็ก ๆ แต่มีบทบาทสำคัญกับทั้งการเผาผลาญพลังงาน ระบบประสาท และหัวใจ ถ้าได้รับไม่เพียงพอเรื่อย ๆ อาจเริ่มจากความเหนื่อยล้าธรรมดา ไปจนถึงภาวะเหน็บชา หรือมีผลต่อหัวใจในรายที่รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ ผู้สูงอายุ คนที่ผ่าตัดกระเพาะอาหาร หรือคนที่กินอาหารไม่หลากหลาย
Contact Siam Clinic Phuket
- phone : 088-488-6718 and 093-692-5999
- Email : info@siamclinicphuket.com
- Facebook inbox : https://m.me/siamclinicthailand
- Instagram : https://www.instagram.com/siamclinic
- Whatsapp : https://whatsapp.com


