ฟิลเลอร์ปาก EPTQ ดียังไง? เปรียบกับ Restylane และยี่ห้ออื่น

หัวข้อในบทความนี้

ตรวจสอบโดย พญ.พิมพกานต์ ตันติธรรมวงศ์ — M.D., Aesthetic Specialist, 15 Years of Experience
อัปเดตล่าสุด: เมษายน 2569


สรุปสั้น ๆ: EPTQ เป็นฟิลเลอร์ HA จากเกาหลีที่ใช้เทคโนโลยี 2CM + ZEEP ทำให้เนื้อนุ่ม ยืดหยุ่นดี เหมาะกับริมฝีปากโดยเฉพาะรุ่น S100 สำหรับปาก EPTQ สู้ Restylane Kysse ได้ในแง่ราคาและความนุ่ม แต่ Restylane มีข้อมูลระยะยาวมากกว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับโครงสร้างปากและเป้าหมายของแต่ละคน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ:

  • EPTQ มี 3 รุ่น: S100 (นุ่มสุด/ปาก), S300 (กลาง/ร่องลึก), S500 (แข็ง/โครงกระดูก)
  • เทคโนโลยี 2CM และ ZEEP ช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์กระจายตัวสม่ำเสมอและลด BDDE residual
  • สำหรับปาก EPTQ S100 เปรียบเทียบได้กับ Restylane Kysse แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
  • ข้อจำกัด: เนื้อ HA เข้มข้น 24 mg/ml อาจบวมมากกว่าบางยี่ห้อในช่วงแรก
  • ควรให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ฉีดปากโดยเฉพาะ เพราะปากเป็นจุดที่มี vascular risk สูง

ถ้าคุณเห็น EPTQ ผ่านตามาในโซเชียลแล้วสงสัยว่า "มันดีจริงไหม หรือแค่กระแส?" — หมอเข้าใจค่ะ คำถามนี้คนไข้ถามหมอบ่อยมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะฟิลเลอร์เกาหลีเข้ามาตลาดไทยเร็ว และชื่อยี่ห้อก็มีให้เลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางทีน่าสับสน

หมอจะพาไปดูว่า EPTQ คืออะไร เหมาะกับปากจริงไหม และเมื่อเทียบกับ Restylane Kysse หรือยี่ห้ออื่นที่หมอใช้อยู่ในคลินิก ควรเลือกอะไรสำหรับใคร — แบบตรงไปตรงมา ไม่ขายของค่ะ


EPTQ คืออะไร — รู้จักก่อนตัดสินใจ

EPTQ เป็นฟิลเลอร์ hyaluronic acid (HA) จากเกาหลี ผลิตโดย Croma Korea ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย อย. เกาหลี (MFDS) สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่ทำให้ EPTQ โดดเด่นในตลาดไม่ใช่แค่ "เป็นของเกาหลี" แต่เป็นเรื่องของกระบวนการผลิตที่แตกต่างออกไปสองจุดหลัก

เทคโนโลยีที่ทำให้ EPTQ ต่างออกไป: 2CM และ ZEEP

2CM (Two Crosslinking Method) คือการ crosslink หรือ "เชื่อมโยง" โมเลกุล HA สองขั้นตอนแทนที่จะเป็นขั้นตอนเดียวแบบเดิม ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ลองนึกถึงการนวดแป้งขนมปัง — การนวดสองรอบทำให้เนื้อแป้งเนียนและยืดหยุ่นกว่าการนวดรอบเดียว ผลที่ได้คือเนื้อฟิลเลอร์นุ่มขึ้น เคลื่อนตามการขยับของเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น และกระจายตัวสม่ำเสมอกว่า

ZEEP (Zero Endotoxin & BDDE Entire Process) คือการควบคุมสาร BDDE ซึ่งเป็น crosslinking agent ตลอดทั้งกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่ขั้นตอนสุดท้าย BDDE ที่ตกค้างในปริมาณสูงอาจก่อการอักเสบได้ EPTQ เลือกลด residual BDDE ให้ต่ำที่สุดเป็นจุดขายด้านความปลอดภัย หมอไม่ได้บอกว่ายี่ห้ออื่นไม่ปลอดภัย แต่นี่คือสิ่งที่ EPTQ เลือกจะทำ และถือว่าเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ค่ะ

ภาพรวมคือ EPTQ เป็นฟิลเลอร์ที่ออกแบบมาให้ "นุ่มและปลอดภัย" เป็นจุดเด่น ซึ่งเหมาะมากกับบริเวณที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง เช่น ริมฝีปากนี่เอง


EPTQ มี 3 รุ่น — รุ่นไหนเหมาะกับปาก?

EPTQ มีสามรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน คนไข้หลายคนเข้าใจผิดว่าสามารถเลือกรุ่นเองได้ — จริง ๆ แล้วการเลือกรุ่นเป็นหน้าที่ของหมอค่ะ แต่การเข้าใจว่าแต่ละรุ่นทำอะไรจะช่วยให้คุณตั้งคำถามได้ดีขึ้นในห้องตรวจ

S100 (กล่องเหลือง) — รุ่นปากโดยเฉพาะ

S100 คือรุ่นที่หมอเลือกใช้กับปากเป็นหลัก เพราะ:

  • เนื้อนุ่มที่สุดในซีรีส์ — HA concentration 24 mg/ml ออกแบบมาสำหรับผิวชั้นตื้นและริมฝีปาก
  • เคลื่อนตามการขยับปากได้ดี — ปากของเราขยับตลอดเวลา ทั้งกิน พูด ยิ้ม หัวเราะ ฟิลเลอร์ที่แข็งเกินไปจะรู้สึกเป็นก้อน S100 ยืดหยุ่นได้โดยไม่เสียรูป
  • มีลิโดเคนผสมอยู่แล้ว — ช่วยลดความเจ็บระหว่างการฉีดได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ใช้ได้กับเส้นรอบปาก — สำหรับ smoker's lines หรือเส้นเล็ก ๆ รอบปากที่ต้องการฟิลเลอร์เนื้อเบา

ถ้าคุณมาหาหมอเพื่อฉีดฟิลเลอร์ปาก EPTQ รุ่นนี้คือสิ่งที่หมอจะหยิบขึ้นมาก่อนเสมอค่ะ

S300 และ S500 — บทบาทของสองรุ่นนี้สำหรับปาก

รุ่น ความแข็ง ใช้กับปากหรือไม่ บทบาทหลัก
S100 นุ่มที่สุด ✅ ใช่ — รุ่นหลัก Volume ปาก, เส้นรอบปาก
S300 กลาง บางกรณี Lip border ที่ต้องการความชัด
S500 แข็ง ❌ ไม่ โครงกระดูก, โหนกแก้ม

S300 อาจถูกนำมาใช้ร่วมในบางเคส เช่น เมื่อต้องการขอบปาก (vermillion border) ที่ชัดเจนมาก แต่นี่คือการตัดสินใจของหมอ ไม่ใช่สิ่งที่คนไข้มาบอกว่า "อยากได้ S300 ด้วย" เพราะการเลือกผสมรุ่นขึ้นอยู่กับโครงสร้างปากและปริมาณเนื้อฟิลเลอร์ที่มีอยู่แล้ว

S500 ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปากเลย เนื้อแข็งเกินไปสำหรับบริเวณที่ขยับบ่อย — ใช้กับโครงกระดูกเท่านั้น


เปรียบ EPTQ กับยี่ห้ออื่นตรง ๆ: ไม่อ้อมค้อม

นี่คือส่วนที่หมออยากพูดถึงมากที่สุด เพราะคนไข้มักมาถามว่า "ควรเลือกยี่ห้อไหน?" และหมอไม่เชื่อว่าการตอบแบบ "ทุกยี่ห้อดีหมด" จะเป็นประโยชน์กับใคร ขอพูดตรง ๆ ว่าแต่ละยี่ห้อเหมาะกับใคร

EPTQ S100 vs Restylane Kysse — สองตัวท็อปสำหรับปาก

Siam Clinic มีทั้งสองตัวนี้ในคลินิก และหมอเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคนไข้แต่ละคน ไม่มีตัวไหน "ชนะ" ตัวไหนเสมอ

Restylane Kysse ผลิตโดย Galderma (สวีเดน/สหรัฐฯ) ใช้เทคโนโลยี XpresHAn ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับให้ฟิลเลอร์ยืดหยุ่นตามการขยับปากได้ดีมาก มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกรองรับมากกว่า EPTQ อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นหนึ่งในฟิลเลอร์ปากที่มีประวัติใช้งานยาวนานที่สุดในตลาดโลก ข้อเสียเปรียบเดียวคือราคาสูงกว่า

EPTQ S100 เนื้อนุ่มใกล้เคียง Restylane Kysse มาก ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ข้อมูลระยะยาวในระดับ peer-reviewed clinical trial ยังน้อยกว่า Restylane ซึ่งอยู่ในตลาดมานานกว่ามาก

หมอเลือกอะไรให้ใคร:

  • ต้องการ natural lip movement สูงสุด + ไม่กังวลเรื่องงบ → Restylane Kysse คือคำตอบ
  • ต้องการ touch-up หรือครั้งแรกที่ยังไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือไม่ + งบจำกัด → EPTQ S100 เป็นตัวเลือกที่ดีมาก
  • ทั้งสองตัวให้ผลลัพธ์ที่ดีในมือหมอที่คุ้นกับเนื้อฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ

EPTQ vs ฟิลเลอร์เกาหลียี่ห้ออื่น (Neuramis)

Neuramis Light เป็นฟิลเลอร์เกาหลีอีกยี่ห้อที่เนื้อใกล้เคียง EPTQ S100 และเหมาะกับปากเช่นกัน เทคโนโลยี crosslinking ต่างกัน แต่ผลที่ได้ในเชิงความนุ่มใกล้เคียงกันมาก

จุดที่ EPTQ โดดเด่นกว่าคือกระบวนการ ZEEP ที่ควบคุม BDDE ตลอดสาย ซึ่งเป็นจุดขายที่สมเหตุสมผล แต่ยังไม่มีงานวิจัยเปรียบตรงระหว่างสองแบรนด์นี้ว่าทำให้เกิดการอักเสบน้อยกว่ากันจริงหรือเปล่า ราคาทั้งคู่ใกล้เคียงกัน และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับมือหมอมากกว่าตัวฟิลเลอร์

EPTQ vs Juvederm Ultra (ฟิลเลอร์อเมริกา/ยุโรป)

Juvederm Ultra ผลิตโดยบริษัทสหรัฐฯ รายใหญ่ในวงการ medi-aesthetics มีข้อมูลทางคลินิกมากที่สุดในบรรดาฟิลเลอร์ทั้งหมด และราคาสูงกว่า EPTQ อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่คนไข้ต้องรู้คือเนื้อ Juvederm Ultra นุ่มแต่ diffuse ได้ง่ายกว่า ในมือหมอที่ไม่คุ้นกับเนื้อฟิลเลอร์ตัวนี้ อาจกระจายออกนอกบริเวณที่ต้องการได้ ในขณะที่ EPTQ S100 คุม shape ได้ดีกว่าในกรณีนั้น แต่ถ้าหมอคุ้นกับทั้งคู่ — ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับ technique ไม่ใช่ยี่ห้อ


ข้อดีและข้อจำกัดของ EPTQ ที่หมออยากให้รู้

หมอไม่ชอบการ marketing ที่ทำให้ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บตัวคือคนไข้ที่คาดหวังสูงเกินไป ต่อไปนี้คือสิ่งที่หมออยากบอกก่อนที่คุณจะตัดสินใจ:

1. EPTQ S100 เนื้อ HA เข้มข้น 24 mg/ml ดูดน้ำได้ดี — หมายความว่าบวมมากในช่วงแรก
ปกติฟิลเลอร์ปากจะบวมอยู่แล้ว แต่ EPTQ อาจบวมมากกว่าบางแบรนด์ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก อย่าตัดสินผลลัพธ์ในสัปดาห์แรก ให้รอจนบวมยุบก่อนแล้วค่อยประเมิน

2. ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับมือหมอมากกว่าแบรนด์
หมอพูดเรื่องนี้กับทุกคนไข้ที่มาถามว่า "ยี่ห้อไหนดีสุด?" เพราะฟิลเลอร์ที่ดีที่สุดในมือหมอที่ไม่รู้จัก anatomy ของปาก ให้ผลแย่กว่าฟิลเลอร์ธรรมดาในมือหมอที่เชี่ยวชาญเสมอ

3. อยู่ได้ 9-12 เดือน — ไม่ถาวร และสั้นกว่าบริเวณอื่น
ปากขยับมากกว่าแก้มหลายสิบเท่า ฟิลเลอร์จึงสลายเร็วกว่าบริเวณอื่น อย่าเปรียบกับคนไข้ที่ฉีดแก้ม

4. EPTQ ยังเป็นแบรนด์ใหม่กว่า Restylane — ข้อมูลระยะยาวมีน้อยกว่า
นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่ถ้าคุณต้องการ track record ที่ยาวนานที่สุด Restylane ยังนำอยู่

5. ราคาที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าด้อยกว่าเสมอไป
EPTQ S100 ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า Restylane Kysse แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากในบริบทที่เหมาะสม การเลือกฟิลเลอร์แพงกว่าไม่ได้รับประกันว่าผลจะดีกว่า


ฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไหน — ทำไมเรื่องมือหมอถึงสำคัญกว่าแบรนด์

หมอเน้นจุดนี้มากเป็นพิเศษสำหรับการฉีดปาก เพราะบริเวณปากมีเส้นเลือดสำคัญหลายเส้น ทั้ง superior labial artery และ inferior labial artery ที่วิ่งผ่านริมฝีปากบนและล่าง รวมถึง angular artery ในมุมปาก ความเสี่ยงหลักของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ vascular occlusion — ฟิลเลอร์เข้าไปอุดเส้นเลือด ซึ่งพบได้น้อยมาก แต่ถ้าเกิดขึ้นและจัดการไม่ทันจะร้ายแรงได้

หมอที่มีประสบการณ์จะรู้ว่าต้องฉีดที่ระดับความลึกไหน หลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น — รู้ว่าต้องทำอะไรทันทีถ้าเกิดสัญญาณของ vascular compromise ซึ่งรวมถึงการมี hyaluronidase พร้อมใช้เสมอในคลินิก

หมอไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อสร้างความกลัว ฉีดฟิลเลอร์ปากในมือหมอที่เชี่ยวชาญเป็นหัตถการที่ปลอดภัยมาก แต่อยากให้คุณตัดสินใจเลือกหมอด้วยเหตุผล ไม่ใช่แค่ราคา

ที่ Siam Clinic หมอประเมินโครงสร้างปากก่อนฉีดทุกครั้ง รวมถึงดูว่ามีฟิลเลอร์เดิมเหลืออยู่เท่าไร — การเพิ่มฟิลเลอร์ลงในปากที่ยังมีเนื้อเดิมมากอยู่อาจให้ผลที่เกินไปหรือเป็นก้อนได้ นี่คือเหตุผลที่หมอต้องตรวจก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเลือกฟิลเลอร์ยี่ห้อใดก็ตาม


เตรียมตัวก่อนฉีด และดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างไร

ก่อนฉีด

  • งดสารที่ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น 5-7 วัน ได้แก่ aspirin, ibuprofen, naproxen, วิตามิน E, ปลาน้ำมัน และไวน์/แอลกอฮอล์
  • แจ้งประวัติ herpes labialis (HSV-1) ทุกครั้ง การฉีดบริเวณปากอาจกระตุ้น cold sore ในคนที่เคยเป็นมาก่อน หมออาจพิจารณาให้ยา antiviral ป้องกันล่วงหน้า
  • หลีกเลี่ยงวัคซีนหรือทันตกรรมรุกล้ำในช่วง 2 สัปดาห์รอบวันฉีด
  • ไม่ต้องงดอาหาร หัตถการนี้ไม่ต้องการการดมยาสลบ

หลังฉีด

  • ห้ามนวด กด หรือรีดบริเวณปาก 2 สัปดาห์ ให้ฟิลเลอร์ settle ในตำแหน่ง
  • บวมช่วงแรก 3-7 วันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ 24-48 ชั่วโมงแรก ประคบเย็นช่วยได้บ้าง
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง 1-2 สัปดาห์ ได้แก่ sauna, steam room, hot yoga และแสงแดดจัดโดยตรง
  • ประเมินผลจริงหลัง 2 สัปดาห์ ไม่ใช่ 2 วัน ปากที่บวมอยู่จะดูใหญ่เกินจริงเสมอ
  • ถ้าเห็นสัญญาณผิดปกติ เช่น ผิวซีด เป็นจ้ำดำ หรือเจ็บมากผิดปกติ ติดต่อคลินิกทันที อย่ารอ

ราคาฟิลเลอร์ปาก EPTQ ที่ Siam Clinic (ณ เมษายน 2569)

ฟิลเลอร์ปากที่ Siam Clinic เริ่มต้นตามแบรนด์และปริมาณที่ใช้ โดยทั่วไปการฉีดปากใช้ 1 ml เป็นจุดเริ่มต้น และอาจเพิ่มเป็น 2 ml ขึ้นอยู่กับโครงสร้างปากและเป้าหมาย

แบรนด์ ราคาโดยประมาณ จุดเด่น
EPTQ S100 สอบถามราคากับคลินิก ราคาเข้าถึงได้ง่าย เนื้อนุ่ม
Restylane Kysse สอบถามราคากับคลินิก ข้อมูลคลินิกมากกว่า XpresHAn Technology

ราคาข้างต้นอาจรวมหรือไม่รวมค่า consultation และค่าครีมชา ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก หมอแนะนำให้นัดตรวจประเมินก่อนเพื่อให้ทราบราคาที่ชัดเจนตามสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ การบอกราคาตายตัวโดยไม่เห็นปากจริงอาจทำให้ประเมินผิดได้ค่ะ


หมอจะเลือก EPTQ หรือ Restylane ให้คุณยังไง — คำถามที่หมอถามในห้องตรวจ

ทุกครั้งที่มีคนไข้นัดมาเพื่อฉีดฟิลเลอร์ปาก หมอจะถามสี่อย่างก่อนจะหยิบฟิลเลอร์ขึ้นมา:

  1. ต้องการ volume หรือ definition? — ต้องการปากอวบขึ้น หรือต้องการขอบปากที่ชัดขึ้น? สองอย่างนี้ต้องการ technique ที่ต่างกัน
  2. ตอนนี้ปากเป็นยังไง? — มีฟิลเลอร์เดิมเหลืออยู่ไหม? ปากบางโดยธรรมชาติหรือมีริ้วรอยรอบปากด้วย?
  3. เคยฉีดมาก่อนไหม และมีประสบการณ์กับยี่ห้อไหนบ้าง? — คนที่เคยฉีด Restylane มาแล้วรู้สึกดี หมออาจไม่เปลี่ยนแบรนด์โดยไม่มีเหตุผล
  4. งบประมาณและความถี่ที่ต้องการ touch-up เป็นอย่างไร? — คนที่ต้องการ touch-up บ่อย อาจได้ประโยชน์จากแบรนด์ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า

คำตอบจากสี่คำถามนี้จะทำให้หมอแนะนำได้ว่าระหว่าง EPTQ S100 กับ Restylane Kysse — อะไรเหมาะกับคุณมากกว่า ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน


คำถามที่พบบ่อย

ฟิลเลอร์ปาก EPTQ รุ่นไหนเหมาะที่สุด?

S100 เหมาะสำหรับปากมากที่สุดในซีรีส์ EPTQ เพราะเนื้อนุ่มที่สุด เคลื่อนตามการขยับปากได้ดี และไม่เป็นก้อน HA concentration 24 mg/ml ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผิวชั้นตื้นและริมฝีปาก S300 อาจถูกใช้เพิ่มเติมสำหรับ lip border ที่ต้องการความชัดในบางเคส แต่การตัดสินใจนั้นเป็นหน้าที่ของหมอหลังประเมิน ไม่ใช่สิ่งที่คนไข้เลือกเองค่ะ

ฟิลเลอร์ปาก EPTQ อยู่ได้นานกี่เดือน?

โดยทั่วไป 9-12 เดือนสำหรับบริเวณปาก แต่ขึ้นอยู่กับ metabolism ของแต่ละคนด้วย การขยับปากบ่อย (กิน พูด ยิ้ม) ทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วกว่าบริเวณแก้มซึ่งอยู่ได้นานกว่า ผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือมี metabolism สูงอาจเห็นผลสั้นกว่า 9 เดือน และควรนัด touch-up เร็วขึ้นตามความเหมาะสม

EPTQ กับ Restylane Kysse ต่างกันอย่างไร เลือกยี่ห้อไหนดีกว่ากัน?

ทั้งคู่เป็นฟิลเลอร์ HA ที่เหมาะกับปาก Restylane Kysse ใช้เทคโนโลยี XpresHAn ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ lip movement และมีข้อมูลทางคลินิกรองรับมากกว่า EPTQ S100 มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าและเนื้อนุ่มใกล้เคียงกัน ทั้งคู่ดีพอ ๆ กันในสถานการณ์ที่ต่างกัน การเลือกขึ้นอยู่กับเป้าหมาย โครงสร้างปาก และงบประมาณของแต่ละคน — หมอจะช่วยตัดสินใจหลังการประเมินค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ปาก EPTQ เจ็บไหม?

EPTQ S100 มีลิโดเคนผสมอยู่แล้ว ช่วยลดความเจ็บระหว่างการฉีดได้มาก นอกจากนี้หมอมักทาครีมชาก่อนประมาณ 20-30 นาที ความเจ็บโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คล้ายถูกหยิกเบา ๆ ปากเป็นบริเวณที่ sensitive กว่าแก้มเพราะมีเส้นประสาทหนาแน่นกว่า แต่คนไข้ส่วนใหญ่รับได้ดีและไม่รู้สึกว่าเจ็บเกินทน

หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก EPTQ บวมนานแค่ไหน?

บวมปกติ 3-5 วัน บางคนถึง 7 วัน โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่จะบวมมากที่สุด เนื้อ HA เข้มข้น 24 mg/ml ของ EPTQ ดูดน้ำได้ดี ทำให้บวมอาจมากกว่าบางแบรนด์ในช่วงแรก แต่เมื่อบวมยุบแล้วผลลัพธ์จะ settle ดีมาก ให้รอ 2 สัปดาห์จึงค่อยประเมินผลที่แท้จริงค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ปากมีเส้นเลือดสำคัญหลายเส้น รวมถึง superior และ inferior labial artery ความเสี่ยงหลักคือ vascular occlusion ซึ่งพบได้น้อยมากแต่ร้ายแรงถ้าจัดการไม่ทัน ความเสี่ยงอื่นที่พบบ่อยกว่า ได้แก่ ฟกช้ำ บวม รู้สึกก้อนในช่วงแรก หรือฟิลเลอร์กระจายตัวนอกบริเวณเล็กน้อย หมอที่มีประสบการณ์และเข้าใจ anatomy ชัดเจนสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ และต้องมี hyaluronidase พร้อมใช้ฉุกเฉินในคลินิกเสมอ

เคยฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นมาก่อน จะเปลี่ยนมาฉีด EPTQ ซ้ำในบริเวณเดิมได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ต้องให้หมอประเมินก่อนว่าฟิลเลอร์เดิมยังเหลืออยู่เท่าไร ถ้ายังมีอยู่มากอาจไม่จำเป็นต้องเติม การเปลี่ยนแบรนด์ไม่มีปัญหาในแง่การผสมกัน เพราะ HA ทุกแบรนด์สลายตัวด้วยกระบวนการเดียวกัน และ hyaluronidase ละลายได้ทุกแบรนด์ไม่มีข้อยกเว้น

ฟิลเลอร์ปาก EPTQ ผ่าน อย. ไทยหรือเปล่า ปลอดภัยไหม?

EPTQ ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย รวมถึง อย. เกาหลี (MFDS) สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป การเลือกใช้จากคลินิกที่ได้รับอนุญาตและมีใบรับรองสินค้าแท้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมีฟิลเลอร์ปลอมในตลาดอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือหรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ผ่านสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตค่ะ


บริการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ที่สนใจเปรียบเทียบระหว่าง EPTQ S100 กับ Restylane Kysse อย่างละเอียด Siam Clinic มีฟิลเลอร์ทั้งสองแบรนด์ให้เลือกในคลินิก ทำให้หมอสามารถเลือกให้เหมาะกับโครงสร้างปากและเป้าหมายของแต่ละคนได้จริง ไม่ใช่มีแค่ตัวเลือกเดียว Restylane Kysse ใช้ XpresHAn Technology ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ lip movement และมีข้อมูลทางคลินิกรองรับมาก — เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ natural movement สูงสุด ในขณะที่ EPTQ S100 เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนที่ต้องการ touch-up หรือกำลังทดลองฟิลเลอร์ปากเป็นครั้งแรก

การตัดสินใจว่าจะเลือกแบรนด์ใดไม่ควรทำโดยไม่มีการประเมิน anatomy ของปาก ประวัติการฉีดก่อนหน้า และเป้าหมายที่ชัดเจน นี่คือเหตุผลที่หมอต้องเห็นคุณก่อนเสมอ ไม่ว่าคุณจะเลือก EPTQ หรือ Restylane


ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกอะไร — นั่นแปลว่าคุณควรมาคุยกับหมอก่อนค่ะ ไม่ใช่เพราะหมออยากขาย แต่เพราะการฉีดฟิลเลอร์ปากที่ให้ผลดีจริง ๆ เริ่มต้นที่การประเมินใบหน้าจริง ไม่ใช่การเลือกแบรนด์จากอินเทอร์เน็ต

นัดคุยกับหมอพิมพกานต์เพื่อประเมินโครงสร้างปากและเลือกแบรนด์ที่เหมาะกับคุณ →


📚 แหล่งอ้างอิงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (สำหรับผู้ที่สนใจ)
  1. Glogau RG, Kane MA. "Effect of injection techniques on the rate of local adverse events in patients implanted with nonanimal hyaluronic acid gel dermal fillers." Dermatologic Surgery. 2008;34(S1):S105-S109.
  2. Lupo MP, Smith SR, Thomas JA, et al. "Effectiveness of Juvéderm Ultra Plus dermal filler in the treatment of severe nasolabial folds." Plastic and Reconstructive Surgery. 2008;121(1):289-297.
  3. Solish N, Carruthers J, Kaufman-Janette J, et al. "Prospective Open-Label Study of Lip Augmentation with Stabilized Hyaluronic Acid Using XpresHAn Technology." Aesthetic Surgery Journal. 2021;41(9):NP1192-NP1201.
  4. DeLorenzi C. "Complications of injectable fillers, part 2: vascular complications." Aesthetic Surgery Journal. 2014;34(4):584-600.
  5. Korean Ministry of Food and Drug Safety (MFDS). Medical Device Approval Database — EPTQ Series. mfds.go.kr
  6. American Society of Plastic Surgeons. "Lip Augmentation Guide." plasticsurgery.org
  7. U.S. Food and Drug Administration. "Dermal Filler Safety Information." fda.gov/medical-devices/aesthetic-cosmetic-devices/dermal-fillers-soft-tissue-fillers

คำชี้แจงทางการแพทย์: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาควรทำหลังจากการพบแพทย์ที่ตรวจร่างกายจริงแล้ว ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล Siam Clinic ให้บริการการรักษาที่กล่าวถึงในบทความนี้