ท่ามกลางสถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไวรัสนิปาห์ กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่อาจส่งความรุนแรงต่อระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจ แม้ว่าชื่อนี้อาจจะยังฟังดูไกลตัวสำหรับหลาย ๆ คน แต่การทำความเข้าใจถึงที่มา อาการ และแนวทางการป้องกันที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราสามารถดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดได้อย่างเท่าทันสถานการณ์
ไวรัสนิปาห์ คืออะไร และเหตุใดทั่วโลกจึงต้องเฝ้าระวัง
เชื้อไวรัสนิปาห์ หรือ Nipah virus (NiV) จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) โดยมี “ค้างคาวกินผลไม้” เป็นพาหะนำโรคตามธรรมชาติ ไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2541-2542 จากการระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในประเทศมาเลเซีย ซึ่งในตอนนั้นมีการเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบจากญี่ปุ่น (Japanese Encephalitis) ก่อนจะตรวจพบว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่
ความน่ากังวลของโรคนี้อยู่ที่อัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างสูง และความสามารถในการแพร่กระจายจากสัตว์สู่คน รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนในบางกรณี ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้โรคนี้อยู่ในรายชื่อโรคที่ต้องเร่งศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้า

ทำความรู้จักกับโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนประเภทอื่น ๆ
ช่องทางการแพร่กระจายเชื้อที่ควรระวัง
การได้รับเชื้อ ไวรัสนิปาห์ มักเกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านช่องทางหลัก ๆ ดังนี้:
- การสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ: ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสค้างคาวกินผลไม้ หรือสัตว์ตัวกลางอย่าง “สุกร” ที่ได้รับเชื้อมาจากค้างคาวอีกทีหนึ่ง ผ่านทางสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือด
- การบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน: การรับประทานผลไม้หรือน้ำจากต้นพืช (เช่น น้ำช่อดอกมะพร้าวหรืออินทผลัม) ที่มีการปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาวที่ติดเชื้อ
- การติดต่อจากคนสู่คน: มักพบในกลุ่มผู้ดูแลใกล้ชิด ผู้ป่วยในครอบครัว หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสมในขณะให้การรักษา
ข่าวกรมควบคุมโรคเฝ้าระวัง ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus disease) และข่าวประชาสัมพันธ์
อาการและระยะฟักตัวของ Nipah virus
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ไวรัสนิปาห์ มักจะมีระยะฟักตัวประมาณ 4 ถึง 14 วัน แต่ในบางรายอาจนานถึง 45 วัน อาการเบื้องต้นอาจดูคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ทำให้บางครั้งอาจเกิดความสับสนในการวินิจฉัย
อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย
- มีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- มีอาการไอ เจ็บคอ หรือมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ
- วิงเวียนศีรษะ และง่วงซึม
อาการรุนแรงในระยะลาม
หากเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง อาจส่งผลให้เกิดอาการไข้สมองอักเสบเฉียบพลัน (Acute Encephalitis) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการสับสน มึนงง ชัก และอาจหมดสติจนเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ในรายที่รุนแรงอาจพบภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย
ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง?
แม้ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้รับเชื้อหากมีการสัมผัสโดยตรง แต่กลุ่มบุคคลต่อไปนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ:
- ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดสัตว์: โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกร คนงานในโรงฆ่าสัตว์ หรือผู้ที่ต้องสัมผัสกับค้างคาว
- ผู้ที่ชื่นชอบผลไม้สดจากสวน: โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่หนาแน่น และรับประทานโดยไม่ล้างให้สะอาดหรือปอกเปลือก
- บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วย: หากไม่มีการป้องกันด้วยชุด PPE หรือมาตรการควบคุมเชื้อที่เข้มงวด
ข้อจำกัดในการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่จำเพาะเจาะจงสำหรับรักษาการติดเชื้อ ไวรัสนิปาห์ ทั้งในคนและสัตว์ การรักษาหลักจึงเป็นการ “รักษาตามอาการ” (Supportive Care) เพื่อประคับประคองการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น การให้สารน้ำ การช่วยหายใจ และการควบคุมอาการชัก
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาวิจัยการใช้ยาบางประเภทที่มีส่วนช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการพัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบทางคลินิกเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด
วิธีป้องกันตัวเองจาก ไวรัสนิปาห์ อย่างถูกต้อง
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้:
- รักษาความสะอาดอยู่เสมอ: หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังการสัมผัสสัตว์หรือก่อนรับประทานอาหาร
- ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน:
- ล้างผลไม้ให้สะอาดและควรปอกเปลือกก่อนรับประทาน
- หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดกินของสัตว์
- ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มที่บรรจุขวดมิดชิด
- เลี่ยงการดื่มน้ำสดจากต้นพืชที่ไม่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดเพียงพอ
- หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: ไม่เข้าใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มีการระบาดของโรค
- ปรุงสุกทุกครั้ง: เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมู ควรปรุงให้สุกด้วยความร้อนสูงเพื่อทำลายเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์
1. ไวรัสนิปาห์ติดทางอากาศ (Airborne) หรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเชื้อแพร่กระจายทางอากาศได้เหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 การติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสละอองฝอย (Droplet) จากการไอ จาม หรือสารคัดหลั่งในระยะใกล้ชิด
2. สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น หมา หรือ แมว ติดไวรัสนี้ได้ไหม? มีรายงานว่าสัตว์บางชนิด เช่น แมว แพะ และม้า อาจติดเชื้อได้หากมีการสัมผัสกับพาหะโดยตรง แต่โอกาสพบในสัตว์เลี้ยงตามบ้านทั่วไปนั้นค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามควรดูแลสุขอนามัยของสัตว์เลี้ยงสม่ำเสมอ
3. หากเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสเป็นซ้ำไหม? โดยทั่วไปร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาหลังการติดเชื้อ แต่เนื่องจากเป็นโรคที่พบไม่บ่อยและมีความรุนแรงสูง ข้อมูลเรื่องระยะเวลาของภูมิคุ้มกันในระยะยาวยังอยู่ในระหว่างการศึกษา
4. การกินหมูที่ปรุงสุกปลอดภัยจากไวรัสนิปาห์จริงหรือไม่? ความร้อนจากการปรุงอาหารที่อุณหภูมิสูงสามารถทำลายเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ได้ การรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกทั่วถึงจึงมีความปลอดภัยสูง
5. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผลไม้ชิ้นไหนปนเปื้อน? เราไม่สามารถมองเห็นไวรัสด้วยตาเปล่าได้ ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการเลือกซื้อผลไม้ที่ไม่มีรอยแผล รอยเจาะ หรือรอยแทะจากสัตว์ และล้างผ่านน้ำไหลหลาย ๆ ครั้ง
การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป คือหัวใจสำคัญของการรับมือกับโรคอุบัติใหม่อย่าง ไวรัสนิปาห์ แม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงแต่หากเราใส่ใจในเรื่องความสะอาดและระมัดระวังพฤติกรรมการบริโภค ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเราและครอบครัวก็จะลดลงได้อย่างมาก
หากคุณพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติหลังจากสัมผัสกลุ่มเสี่ยง หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพร่างกายเพิ่มเติม การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยที่แม่นยำคือทางออกที่ดีที่สุด
บทความที่แนะนำอ่านต่อ:
- ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 ต่างกันอย่างไร?
- โรคที่มักเกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น
- โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร? อาการที่ควรระวังและทางรักษาที่ได้ผล
Sources
เขียนโดย: ทีมบรรณาธิการ Siam Clinic
อัปเดตล่าสุด: 29 ธันวาคม 2025
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
- บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการให้ความรู้และข้อมูลทั่วไปเท่านั้น
- ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาเฉพาะบุคคลได้
- การตัดสินใจทางการแพทย์ควรทำภายใต้การปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณวุฒิเหมาะสมเสมอ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสร้างและดูแลรักษาเนื้อหาทางการแพทย์ของเรา:
นโยบายเกี่ยวกับเนื้อหาทางการแพทย์
Contact Siam Clinic Phuket
- phone : 088-488-6718 and 093-692-5999
- Email : info@siamclinicphuket.com
- Facebook inbox : https://m.me/siamclinicthailand
- Instagram : https://www.instagram.com/siamclinic
- Whatsapp : https://whatsapp.com


