Hiko Nose Lift คืออะไร? ราคา ผลลัพธ์ และข้อควรรู้ก่อนทำ

หัวข้อในบทความนี้

รีวิวโดย พญ.พิมพกานต์ ตันติธรรมวงศ์ — แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ประสบการณ์ 15 ปี
อัปเดตล่าสุด: มิถุนายน 2568

สรุปสั้นๆ: Hiko nose lift คือการร้อยไหมละลาย (PDO หรือ PCL) เข้าบริเวณสันจมูกและปลายจมูก เพื่อเสริมความโด่งและปรับรูปทรงโดยไม่ผ่าตัด ผลลัพธ์เห็นทันทีหลังทำ อยู่ได้ประมาณ 6–18 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดไหม เหมาะกับคนที่ต้องการปรับจมูกเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่ใช่ทดแทนการผ่าตัด

  • ไหม PDO อยู่ได้ประมาณ 6–9 เดือน, ไหม PCL อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
  • เจ็บน้อย บวมเล็กน้อย ยุบลงได้ภายใน 3–5 วัน
  • เหมาะสำหรับจมูกที่ต้องการเพิ่มความโด่ง ไม่ใช่เปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด
  • ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 8,000–25,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นและชนิดไหม
  • ควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะบริเวณจมูกมีเส้นเลือดที่ต้องระวัง

Hiko Nose Lift คืออะไร — หมออธิบายให้เข้าใจง่าย

หมอมักเปรียบ Hiko nose lift ให้คนไข้ฟังว่า ลองนึกภาพสะพานที่ทำจากไม้เนื้ออ่อน — ถ้าไม่มีโครงเหล็กค้ำยัน สะพานก็จะค่อยๆ ยุบตัวลง Hiko ทำงานในลักษณะเดียวกันนั้น คือสอดไหมละลายทางการแพทย์เข้าไปเป็น “โครงค้ำยัน” อยู่ใต้ผิวจมูก ทำให้สันจมูกดูโด่งขึ้นและปลายจมูกดูตั้งขึ้น โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดเลยสักนิด

สำหรับคนที่ต้องการเสริมจมูกไม่ผ่าตัด นี่คือหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ก่อนจะตัดสินใจ หมออยากให้เข้าใจก่อนว่ามันทำงานอย่างไรจริงๆ

ทำไมถึงเรียกว่า Hiko?

คำว่า Hiko มาจากภาษาเกาหลี โดย 코 (ko) แปลตรงตัวว่า “จมูก” เทคนิคนี้พัฒนาและเป็นที่นิยมขึ้นครั้งแรกในเกาหลีใต้ ก่อนจะแพร่หลายมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย

สิ่งที่ทำให้ Hiko แตกต่างจากการร้อยไหมหน้าทั่วไปคือจุดมุ่งหมาย ร้อยไหมหน้าปกติจะเน้นการกระชับและยกกระชับผิวหน้าในวงกว้าง แต่ Hiko ถูกออกแบบมาเพื่อ “ปรับรูปทรงจมูก” โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่กระชับผิว ไหมจะถูกสอดเข้าตามแนวสันจมูกและปลายจมูกอย่างแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในกายวิภาคบริเวณนั้นโดยเฉพาะ

ไหมทำงานอย่างไร — 2 ระยะ

ผลลัพธ์ของ Hiko เกิดขึ้นใน 2 ระยะที่แตกต่างกัน

ระยะที่ 1 — ผลทันที (Mechanical Lift): ทันทีที่ไหมถูกสอดเข้าไป ไหมจะทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยันกายภาพ ดันสันจมูกให้โด่งขึ้นและทำให้ปลายจมูกดูชัดขึ้น คนไข้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังออกจากห้องทำหัตถการ นี่คือเหตุผลหลักที่หลายคนชอบเทคนิคนี้

ระยะที่ 2 — ผลระยะกลาง (Collagen Stimulation): ใน 4–8 สัปดาห์หลังทำ ร่างกายจะตอบสนองต่อไหมด้วยการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม ทำให้โครงสร้างแน่นขึ้นและผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น คนไข้หลายคนบอกหมอว่า “รูปทรงดูดีกว่าตอนแรกอีก” ในช่วงนี้ เพราะคอลลาเจนมาเติมเต็มช่องว่างที่ไหมทิ้งไว้

เมื่อไหมละลายหมดแล้ว คอลลาเจนที่สร้างขึ้นจะยังคงอยู่บางส่วน แต่ความโด่งจะลดลงจากตอนที่มีไหมค้ำอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่หมอจะแจ้งคนไข้ทุกคนก่อนทำ


ไหม PDO vs PCL ต่างกันอย่างไร — เลือกแบบไหนดี

ไหม PDO และ PCL สำหรับ Hiko Nose Lift วางเรียงบนพื้นขาวสะอาดในคลินิก

ไหมละลายสำหรับ Hiko มีอยู่ 2 ชนิดหลัก และหมอพบว่าคนไข้มักสับสนระหว่างสองตัวนี้ ความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่อยู่ที่เป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนด้วย

PDO Thread — ทางเลือกยอดนิยม

PDO (Polydioxanone) คือไหมที่ใช้กันมานานกว่า มีข้อมูลความปลอดภัยที่สะสมมาต่อเนื่อง ไหมชนิดนี้จะละลายหมดภายใน 6–9 เดือน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีในช่วงที่ยังอยู่

หมอมักแนะนำ PDO สำหรับ 2 กลุ่ม คือคนที่อยากลองดูผลก่อนว่าจมูกโด่งขึ้นแล้วชอบไหม และคนที่ต้องการ maintenance ราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ราคาของ PDO ต่ำกว่า PCL อย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะสำหรับการ “ทดลอง” ก่อนตัดสินใจยาวๆ

PCL Thread — อยู่ได้นานกว่า

PCL (Polycaprolactone) ละลายช้ากว่ามาก อยู่ได้ถึง 12–18 เดือน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้มากและนานกว่า PDO ผลลัพธ์จึงอยู่ได้นานและมักต้องทำซ้ำน้อยกว่า

ราคาสูงกว่า PDO แต่ถ้าคำนวณต้นทุนต่อเดือนแล้ว ความต่างไม่ได้ห่างกันมากนัก หมอมักแนะนำ PCL สำหรับคนที่เคยทำ PDO แล้วพอใจกับผล และอยากได้ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องนัดทำบ่อย

PDO PCL
ระยะเวลาไหม 6–9 เดือน 12–18 เดือน
การกระตุ้นคอลลาเจน ดี ดีมาก และนานกว่า
ราคา เข้าถึงง่ายกว่า สูงกว่า
เหมาะสำหรับ ลองครั้งแรก / maintenance ต้องการผลต่อเนื่องยาว

สิ่งที่หมออยากย้ำคือ ไม่มีไหม “ดีกว่า” แบบตายตัว — มีแค่ไหมที่ “เหมาะกับคุณกว่า” ซึ่งต้องประเมินจากโครงสร้างจมูก เป้าหมาย และความถี่ที่อยากมานัดที่คลินิก


Hiko Nose Lift เหมาะกับใคร — และใครที่ไม่ควรทำ

ส่วนนี้คือสิ่งที่หมอคิดว่าสำคัญที่สุดในบทความนี้ เพราะหมอเชื่อว่าการรู้ว่าตัวเองเหมาะหรือไม่เหมาะ ดีกว่าทำไปแล้วค่อยผิดหวัง

เหมาะสำหรับ

  • ต้องการเพิ่มความโด่งของสันจมูกเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่ใช่เปลี่ยนรูปจมูกทั้งหมด
  • จมูกยังมีโครงสร้างและสันที่ดีพอสมควรอยู่แล้ว ต้องการ “เพิ่ม” ไม่ใช่ “เปลี่ยน”
  • ต้องการ downtime น้อย กลับสังคมได้ภายใน 3–5 วัน
  • ยังไม่พร้อมจะผ่าตัดจริงๆ หรืออยากเห็นผลจมูกโด่งก่อนจะตัดสินใจถาวร
  • เคยฉีดฟิลเลอร์จมูกแล้วต้องการ height และ projection มากขึ้น (ไม่ใช่แค่ volume)

กลุ่มที่หมอจะแนะนำทางเลือกอื่นแทน

นี่คือส่วนที่หมอพูดตรงๆ กับคนไข้ทุกคนในห้องปรึกษา ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ หมอจะไม่ทำ Hiko ให้ และนั่นไม่ใช่เพราะหมอไม่อยากทำ แต่เพราะมันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

  • จมูกแบนมาก มีฐานกว้าง ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด → การผ่าตัดเสริมจมูก (Rhinoplasty) ให้ผลถาวรและชัดเจนกว่ามาก ไหมจะทำงานได้น้อยมากกับฐานที่กว้างเกินไป
  • ต้องการลดหรือปรับปีกจมูก → Hiko ไม่มีผลกับปีกจมูกเลย ต้องผ่าตัดเท่านั้น
  • มีประวัติแพ้ไหมละลาย หรือเป็น keloid scar → ความเสี่ยงสูงเกินไป
  • ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร → ไม่แนะนำให้ทำหัตถการใดๆ ที่ไม่จำเป็น
  • มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณจมูกในขณะนั้น → ต้องรักษาให้หายก่อนเสมอ
  • กำลังรับยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด → ต้องปรึกษาแพทย์ที่สั่งยาก่อน และหยุดยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนการทำ Hiko Nose Lift — เกิดอะไรขึ้นในห้องทำหัตถการ

หมอเชื่อว่าการรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นช่วยลดความกังวลได้มาก หลายคนที่มานั่งรอหน้าห้องมักจินตนาการไว้เกินจริง ขอเล่าให้ฟังตามจริงเลยว่าหมอทำอะไรบ้าง

ขั้นที่ 1 — ปรึกษาและวางแผน
หมอจะดูโครงสร้างจมูกของคุณ วัดสัดส่วน ถามเป้าหมาย และวางแผนว่าจะสอดไหมตรงจุดไหน กี่เส้น รูปทรงที่ต้องการเป็นอย่างไร ขั้นตอนนี้สำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะแผนที่ดีคือครึ่งหนึ่งของผลลัพธ์ที่ดี

ขั้นที่ 2 — ทาครีมชาหรือฉีด local anesthetic
หมอจะทาครีมชาบริเวณจมูก หรือในบางกรณีฉีด local anesthetic เพื่อให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ รอประมาณ 15–20 นาทีให้ยาชาออกฤทธิ์เต็มที่

ขั้นที่ 3 — สอดไหม
ใช้เข็มเล็กๆ สอดไหมเข้าตามแนวสันจมูกและปลายจมูกตามที่วางแผนไว้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ระหว่างทำอาจรู้สึกแรงดันเล็กน้อย แต่ไม่เจ็บแปลบ เพราะยาชาออกฤทธิ์อยู่

ขั้นที่ 4 — ปรับและตรวจสอบ
หมอจะปรับตำแหน่งและดึงรูปทรง ตรวจสอบความสมมาตรของทั้งสองข้าง และให้คนไข้ดูผลเบื้องต้นด้วยกระจก

ขั้นที่ 5 — เสร็จสิ้น
ไม่มีการเย็บแผล ไม่ต้องพักฟื้น คุณกลับบ้านได้เลย รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 30–45 นาทีเท่านั้น


ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จริง — และสิ่งที่ Hiko ทำไม่ได้

ในประสบการณ์ 15 ปีที่ผ่านมาของหมอ สิ่งที่ทำให้คนไข้ผิดหวังมากที่สุดไม่ใช่ตัวหัตถการ แต่คือความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หมอจึงอยากพูดตรงๆ ในส่วนนี้

สิ่งที่ Hiko ทำได้

  • เพิ่มความโด่งของสันจมูกได้ประมาณ 2–5 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นและโครงสร้างจมูกเดิม
  • ทำให้ปลายจมูกดูชัดขึ้นและตั้งขึ้นเล็กน้อย ทำให้จมูกดูมีมิติและ defined มากขึ้น
  • ผลเห็นได้ทันทีหลังทำ และมักดูดีขึ้นอีกใน 4–6 สัปดาห์เมื่อคอลลาเจนเริ่มทำงาน
  • ลดความ “แป้น” ของสันจมูกได้พอสมควร โดยเฉพาะในคนที่มีสันจมูกอยู่แล้วแต่ต้องการให้ชัดขึ้น

สิ่งที่ Hiko ทำไม่ได้

หมอพบว่า competitor หลายเจ้าไม่ค่อยพูดส่วนนี้ แต่สำหรับหมอ ความซื่อสัตย์กับคนไข้สำคัญกว่าการขาย

  • ไม่สามารถแก้ปีกจมูกที่กว้าง — ไหมไม่ได้เปลี่ยนความกว้างฐานจมูก
  • ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกจมูก — ถ้าจมูกมีปัญหาที่กระดูก ต้องผ่าตัด
  • ไม่ใช่ผลถาวร — ต้องทำซ้ำทุก 9–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดไหม
  • ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเปลี่ยนรูปจมูกอย่างชัดเจน — ถ้าเป้าหมายคือรูปจมูกที่ต่างจากเดิมมากๆ rhinoplasty จะให้ผลที่ตรงใจกว่า

หมอมักบอกคนไข้ว่า Hiko คือเครื่องมือ “เพิ่ม” ไม่ใช่ “เปลี่ยน” ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วจะตั้งความคาดหวังได้ถูกต้องและพอใจกับผลลัพธ์มากกว่ามาก


ราคา Hiko Nose Lift ที่ Siam Clinic (อัปเดตมิถุนายน 2568)

ราคา Hiko nose lift ในประเทศไทยโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8,000–25,000 บาท ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ณ มิถุนายน 2568 สำหรับราคาที่แน่นอนของ Siam Clinic ขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างจมูกในวันนัดปรึกษา

ปัจจัยที่กำหนดราคา

  • ชนิดไหม — PDO ราคาต่ำกว่า PCL อย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนที่ทำครั้งแรกหมอมักแนะนำ PDO ก่อนเพื่อดูว่าชอบผลหรือไม่
  • จำนวนเส้นที่ใช้ — โดยทั่วไปอยู่ที่ 4–8 เส้น จมูกที่ต้องการ lift มากหรือมีโครงสร้างที่ต้องการไหมหลายจุดก็จะใช้มากกว่า ราคาจึงสูงกว่าตามไปด้วย
  • ประสบการณ์และ training ของแพทย์ — Hiko บริเวณจมูกต้องการความชำนาญเฉพาะทางมากกว่าการร้อยไหมบริเวณอื่น ซึ่งสะท้อนในราคา
  • Package และ follow-up — บางคลินิกรวมค่า consult และ follow-up visit ไว้ในราคาเดียว ซึ่งคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

หมออยากย้ำว่า ราคาที่ถูกที่สุดไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอไปสำหรับบริเวณจมูก เพราะมีเส้นเลือดและโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าบริเวณอื่นบนใบหน้า


การดูแลตัวเองก่อนและหลังทำ Hiko — ทำตามนี้ได้เลย

ก่อนทำ

  • งดยาแอสไพรินและ NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) อย่างน้อย 7 วัน เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออก
  • งดอาหารเสริมที่มี omega-3, vitamin E สูง, กระเทียม อย่างน้อย 3–5 วัน ก่อนทำ
  • งดแอลกอฮอล์ 3 วัน ก่อนทำ
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากกำลังรับยาใดๆ หรือมีประวัติแพ้ยาหรือวัสดุทางการแพทย์

หลังทำ

  • ห้ามนวดหรือกดบริเวณจมูก 2 สัปดาห์ — นี่คือข้อที่สำคัญที่สุด เพราะไหมยังไม่เสถียรในช่วงนี้
  • นอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยใน 3–5 วันแรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงการสวมแว่นตาที่กดสันจมูก 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะแว่นที่มีน้ำหนัก
  • งดกิจกรรมที่มีแรงกระแทกหรือก้มศีรษะ 2 สัปดาห์ เช่น กีฬาต่อสู้ หรือโยคะที่ต้องก้มศีรษะลง
  • แต่งหน้าได้หลัง 24–48 ชั่วโมง แต่หลีกเลี่ยงการถูนวดบริเวณจมูกขณะแต่ง
  • ถ้ามีบวมมาก ช้ำผิดปกติ หรืออาการไม่ยุบภายใน 1 สัปดาห์ ให้กลับมาพบแพทย์ทันที — อย่ารอ

เลือกคลินิกและแพทย์สำหรับ Hiko Nose Lift อย่างไรให้ปลอดภัย

หมอพูดตรงๆ กับคนไข้เสมอว่า บริเวณจมูกมีเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงปลายจมูกและผิวหนังบริเวณใกล้เคียง ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของการทำ Hiko ไม่ใช่บวมหรือช้ำ แต่คือ vascular injury ที่เกิดขึ้นได้ถ้าแพทย์ไม่มีความชำนาญในกายวิภาคบริเวณนั้น ความเสี่ยงนี้พบได้น้อยมาก แต่หมออยากให้คุณรู้และใช้เป็นเกณฑ์เลือกผู้ทำ

ข้อควรถามก่อนนัดทำ

  • แพทย์ผู้ทำมีใบประกอบวิชาชีพและผ่านการ training thread lift บริเวณจมูกโดยเฉพาะหรือไม่ (ไม่ใช่แค่ thread lift ทั่วไป)
  • คลินิกมีแผนและทักษะรับมือ vascular complication หรือไม่ เช่น มี hyaluronidase พร้อมหรือเปล่า
  • ไหมที่ใช้เป็น medical-grade certified (PDO/PCL) มาตรฐาน CE หรือ FDA หรือไม่
  • มี follow-up visit รวมในราคาหรือไม่ และสามารถติดต่อแพทย์ได้หลังทำถ้ามีปัญหา

หมอแนะนำให้ถามคำถามเหล่านี้กับทุกคลินิกที่คุณพิจารณา รวมถึง Siam Clinic ด้วย แพทย์ที่ดีจะตอบได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด


คำถามที่พบบ่อย

Hiko Nose Lift อยู่ได้นานกี่เดือน?

ขึ้นอยู่กับชนิดไหมที่เลือก ไหม PDO อยู่ได้ประมาณ 6–9 เดือน ส่วนไหม PCL อยู่ได้นานกว่าที่ 12–18 เดือน หลังจากไหมละลายหมด คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาจะยังคงอยู่บางส่วน แต่ความโด่งจะลดลงจากตอนที่ยังมีไหมค้ำอยู่ คนไข้ที่ต้องการผลต่อเนื่องมักนัดทำซ้ำทุก 9–12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดไหมที่ใช้และความพอใจต่อผลลัพธ์

Hiko Nose Lift เจ็บไหม?

เจ็บน้อยมาก เพราะหมอจะทาครีมชาหรือฉีด local anesthetic บริเวณจมูกก่อนทุกครั้ง ระหว่างทำอาจรู้สึกแรงดันเล็กน้อยแต่ไม่เจ็บแปลบ หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ในชั่วโมงต่อๆ มา อาจมีอาการปวดตื้อๆ บริเวณจมูก 1–2 วัน ซึ่งแก้ได้ด้วยยาพาราเซตามอลทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง

Hiko Nose Lift กับการฉีดฟิลเลอร์จมูก ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองให้ผลที่ต่างกันชัดเจน ฟิลเลอร์จมูก (เช่น Restylane) ใช้สาร hyaluronic acid ฉีดเพื่อเพิ่ม volume ทำให้จมูกดูโค้งและมีโปรไฟล์มากขึ้น เหมาะกับการเพิ่ม curve และ definition แต่มีความเสี่ยง vascular occlusion ที่ต้องระวัง ส่วน Hiko ใช้ไหมเป็น scaffold ทำให้จมูกโด่งและตั้งขึ้น เหมาะกับการเพิ่ม height และ projection มากกว่า ในบางกรณี หมออาจแนะนำให้ทำทั้งสองอย่างร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้ง volume และ height พร้อมกัน — แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างจมูกของแต่ละคนในวันปรึกษา

Hiko Nose Lift บวมกี่วัน?

บวมเล็กน้อยใน 2–3 วันแรกเป็นเรื่องปกติ และจะยุบลงเกือบหมดภายใน 5–7 วัน อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่สอดเข็ม แต่ไม่ใช่ทุกคน คนไข้ที่ต้องการกลับสังคมเร็วสามารถแต่งหน้าปกปิดได้หลัง 24–48 ชั่วโมง โดยระวังไม่กดหรือถูบริเวณจมูก

ทำ Hiko Nose Lift แล้วผ่าตัดเสริมจมูกได้ไหม?

ได้ แต่หมอแนะนำให้รอให้ไหมละลายหมดก่อน หรืออย่างน้อย 6 เดือนหลังทำ เพื่อให้เนื้อเยื่อและคอลลาเจนเสถียรพอก่อนที่ศัลยแพทย์จะเข้าทำงานในบริเวณนั้น ที่สำคัญคือต้องแจ้งประวัติการร้อยไหมให้ศัลยแพทย์ทราบทุกครั้งก่อน rhinoplasty ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม

Hiko Nose Lift ต้องใช้ไหมกี่เส้น?

โดยทั่วไปอยู่ที่ 4–8 เส้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกเดิมและเป้าหมายที่ต้องการ จมูกที่ต้องการ lift มากหรือต้องการปรับหลายจุดพร้อมกันอาจต้องใช้มากกว่า หมอจะประเมินในวันนัดปรึกษาและกำหนดจำนวนที่เหมาะสม สิ่งที่อยากบอกคือ ไม่ใช่ยิ่งมากเส้นยิ่งดีเสมอไป การวางตำแหน่งที่ถูกต้องสำคัญกว่าจำนวน

คนมีจมูกแบบไทยทำ Hiko ได้ผลดีไหม?

ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่หมออยากให้ตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริง คนที่มีสันจมูกค่อนข้างราบและฐานกว้างตามลักษณะจมูกไทยทั่วไป จะได้ผลน้อยกว่าคนที่มีสันจมูกอยู่แล้วแต่ต้องการให้โด่งขึ้น ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนรูปอย่างชัดเจน การผ่าตัดจะให้ผลที่ถาวรและตรงใจกว่า หมอมักแนะนำให้มาประเมินเป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจ เพราะโครงสร้างจมูกของแต่ละคนต่างกัน

Hiko Nose Lift มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงส่วนใหญ่พบได้น้อยและชั่วคราว ได้แก่ บวม ช้ำ อาการไม่สบายเล็กน้อย ติดเชื้อ (หายาก) และไหมเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง ความเสี่ยงที่หายากมากแต่ต้องระวังที่สุดคือ vascular injury บริเวณจมูก ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ถ้าไหมถูกสอดเข้าใกล้เส้นเลือดมากเกินไป ความเสี่ยงนี้ป้องกันได้ด้วยการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และ training เฉพาะด้าน thread lift บริเวณจมูกโดยตรง


บริการที่เกี่ยวข้อง

Hiko nose lift เป็น subspecialty หนึ่งภายใต้หัตถการร้อยไหม (Thread Lifting) ที่ Siam Clinic ทำโดยเฉพาะ หมอเลือกใช้ไหมหลายประเภทขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกและเป้าหมายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น HA Thread ที่ช่วยทั้งเรื่องความชุ่มชื้นและการ lift, Fairy Thread ที่ให้ผลการยกที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ หรือ Cog Thread ที่ให้แรงยึดเกาะและ lift ที่แข็งแรงกว่าสำหรับบางกรณี การเลือกชนิดไหมที่เหมาะสมต้องประเมินจากโครงสร้างจมูกจริงๆ ของคุณ ไม่ใช่แค่ความชอบส่วนตัว

สำหรับคนที่สนใจเรื่องจมูกแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรทำ Hiko หรือฉีดฟิลเลอร์จมูก (Restylane) หมออยากชี้แจงว่าทั้งสองไม่ได้แข่งกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ฟิลเลอร์เพิ่ม volume และ curve ส่วน Hiko เพิ่ม height และ projection ในบางกรณีหมออาจแนะนำให้ทำร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์ในแบบที่ต้องการ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างจมูกของแต่ละคนก่อนเสมอ


ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่า Hiko เหมาะกับจมูกคุณหรือไม่ นั่นคือสัญญาณที่ดีที่ควรมาปรึกษาก่อนตัดสินใจ ปรึกษา พญ.พิมพกานต์ เพื่อประเมินโครงสร้างจมูกและเลือกแนวทางที่เหมาะกับคุณ — ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดสำหรับทุกคน มีแค่คำตอบที่เหมาะกับโครงสร้างและเป้าหมายของคุณโดยเฉพาะ

📚 อ้างอิงและหลักฐานทางวิชาการ (สำหรับผู้สนใจ)
  1. Suh DH, Jang HW, Lee SJ, Lee WS, Ryu HJ. Outcomes of polydioxanone knotless thread lifting for facial rejuvenation. Dermatologic Surgery. 2015;41(6):720-725.
  2. Savoia A, Accardo C, Vannini F, Di Pasquale B, Baldi A. Outcomes in thread lift for facial rejuvenation: a study performed with happy lift™ revitalizing. Dermatology and Therapy. 2014;4(1):103-114.
  3. Lee H, Yoon K, Lee M. Outcome of facial rejuvenation with polydioxanone thread for Asians. Journal of Cosmetic and Laser Therapy. 2018;20(3):189-192.
  4. American Board of Cosmetic Surgery — Thread Lift Overview. https://www.americanboardcosmeticsurgery.org/procedure-learning-center/non-surgical/thread-lift-guide/
  5. Gülbitti HA, Colebunders B, Pirayesh A, Bertossi D, van der Lei B. Thread-lift sutures: Still in the lift? A systematic review of the literature. Plastic and Reconstructive Surgery. 2018;141(5):1068-1083.

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การตัดสินใจเกี่ยวกับหัตถการควรทำหลังจากปรึกษาแพทย์ที่ตรวจประเมินคุณโดยตรงแล้ว ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล Siam Clinic ให้บริการหัตถการที่กล่าวถึงในบทความนี้